You are here : News Member Area : Register | Login
Module Load Warning One or more of the modules on this page did not load. This may be temporary. Please refresh the page (click F5 in most browsers). If the problem persists, please let the Site Administrator know.
News

Current Articles | Categories | Search | Syndication

Monday, November 24, 2008
รัตนราชสุดา สารสนเทศ โครงการไอทีพระราชดำริ เพื่อคนด้อยโอกาส (สวทช.)
:: 2126 Views :: News
 

 

 

 

โดย สกุณา ประยูรศุข

          ย้อนหลังไปเมื่อ 12 ปีที่แล้ว สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงตระหนักถึงประโยชน์และศักยภาพของเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือไอที (Information Technology) ในการพัฒนาประเทศและความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเสริมสร้างและพัฒนาคุณภาพชีวิตแก่ผู้ด้อยโอกาสในสังคม จึงทรงริเริ่มให้จัดทำโครงการ "เทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริ" ขึ้น ซึ่งอยู่ในราวปี 2538

          สำหรับเงินทุนที่นำมาริเริ่มเมื่อครั้งนั้นมาจากเงินกองทุนที่ได้รับจากสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล และนับแต่นั้นมาคนด้อยโอกาสได้กลับมามีชีวิตได้ในสังคมปกติ อย่างน้อยก็สามารถพึ่งพาช่วยเหลือตัวเองได้โดยไม่เป็นภาระแก่ผู้ใดมากนัก

          "มาถึงวันนี้ครบ 12 ปีของโครงการเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี คณะกรรมการโครงการเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริ จึงได้จัดงาน "12 ปี รัตนราชสุดา สารสนเทศ" ขึ้นระหว่างวันที่ 20-22 พฤศจิกายน 2551 ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น ถนนวิภาวดี หลักสี่ กทม. โดยงานจะเริ่มตั้งแต่เวลา 08.30 . ของวันที่ 20 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นเวลาเปิดให้ผู้เข้าร่วมได้ลงทะเบียน"

          "ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์" ผู้เชี่ยวชาญและที่ปรึกษาอาวุโส สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ที่รับผิดชอบดำเนินงานด้วยนั้น ให้รายละเอียดของการจัดงานครั้งนี้ว่า งานนี้เคยจัดมาครั้งหนึ่งแล้วเมื่อปี 2538 ซึ่งปีนั้นเป็นปีที่สารสนเทศเข้ามาในเมืองไทยอย่างแรง

          "นับเป็นการเกิดอินเตอร์เน็ตครั้งแรกในประเทศไทย ทุกคนที่อยู่ในแวดวงเทคโนโลยีเกิดความวิตกกังวลอย่างมากเกี่ยวกับเรื่องนี้ เกรงว่าที่สุดแล้วเทคโนโลยีจะไปตกอยู่ในเมืองหลวงหรืออยู่กับคนที่มีโอกาสเท่านั้น เพราะว่าเคยมีตัวอย่างหลักฐานมาแล้ว คือเรื่องของโทรคมนาคม ซึ่งปรากฏมีในเมืองหลวงมากกว่าชนบท"

          "ทางพวกผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์ ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศทั้งหลาย ทราบว่าสมเด็จพระเทพรัตนฯ ท่านทรงประเสริฐ ทรงคิดถึงคนด้อยโอกาสหรือคนชนบท และทรงมีสายพระเนตรที่ยาวไกลเกี่ยวกับเรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศอยู่แล้ว ก็เลยกราบบังคมทูลว่าน่าจะทำโครงการเทคโนโลยีสารสนเทศตามพระราชดำริพระองค์ท่าน ประกอบกับกองสลากได้ออกสลากงวดพิเศษแล้วทูลเกล้าฯ ถวายเงินพระองค์ท่านจำนวนหนึ่ง จึงเกิดเป็นโครงการนี้ขึ้น และดำเนินการมาถึงวันนี้ก็ 12 ปี ทุกคนจึงคิดว่าระยะเวลา 12 ปี ถ้าเปรียบเป็นคนก็คล้ายอายุครบ 1 รอบ ควรจัดงานเพื่อเผยแพร่และเทิดพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนฯ ตลอดจนจัดแสดงผลงานที่เป็นรูปธรรมของโครงการซึ่งเป็นผลจากการดำเนินงาน 12 ปีที่ผ่านมา"

          ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาในทัณฑสถานและในโรงพยาบาล

          ดร.ไพรัช ธัชยพงษ์

          สำหรับงานครั้งนี้เป็นรูปแบบของการสัมมนาและจัดนิทรรศการ ซึ่ง ดร.ไพรัชกล่าวถึงรายละเอียดว่า งานแบ่งออกเป็นสี่ส่วน กล่าวคือ ส่วนแรกเป็นการสัมมนาวิชาการ ซึ่งได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ จะทรงกล่าวปาฐกถาพิเศษเรื่อง "การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ด้อยโอกาสในสังคม" ในเวลา 14.30 . วันที่ 20 พฤศจิกายน

          ส่วนที่สองเป็นการนำเสนอผลงานที่เป็นรูปธรรมของโครงการในด้านต่างๆ อาทิ เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อคนพิการ การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา ด้านการพัฒนาผู้ต้องขัง และเด็กป่วยในโรงพยาบาล

          ส่วนที่สามเป็นการสัมมนาเชิงปฏิบัติการ เพื่อให้ความรู้และทักษะแก่ครูหรือผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานต่างๆ ที่ร่วมโครงการ และส่วนที่สี่เป็นการจัดนิทรรศการเพื่อแสดงผลงานของหน่วยงานที่ร่วมโครงการ อาทิ การบูรณาการเทคโนโลยีในการจัดการเรียนการสอน การจัดทำแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียน เป็นต้น

          "หากถามถึงจุดเด่นของงานนี้คือ งานที่ทำมาตลอด 12 ปี โครงการตามพระราชดำริของพระองค์ท่านนั้น ทรงทำเพื่อคนด้อยโอกาสทั้งสิ้น-คนด้อยโอกาสในที่นี้คือคนในชนบทที่ห่างไกล ซึ่งตอนนี้มีโรงเรียนเทคโนโลยีสารสนเทศในชนบทตามพระราชดำริ 85 โรงเรียน กระจายอยู่ทั่วประเทศ ส่วนใหญ่อยู่ตามชายแดนและชนบท"

          ดร.ไพรัช อธิบายง่ายๆ ว่า โรงเรียนนั้นมีตั้งอยู่แล้ว และทางคณะกรรมการโครงการได้นำเอาโครงการเข้าไปเสริมแก่เด็กๆ ในโรงเรียน ทำให้เด็กมีโอกาสได้สัมผัสกับเทคโนโลยี ได้รู้จักคอมพิวเตอร์และรู้จักอินเตอร์เน็ต โรงเรียนนี้มีจะมีชื่อเรียกว่าโรงเรียนเทคโนโลยีสารสนเทศในชนบท หรือ "โรงเรียน ทสรช."

          "ต้องย้ำว่าไม่ใช่แค่เรื่องรู้จักคอมพิวเตอร์อย่างเดียว แต่มีเรื่องของเนื้อหาสาระเป็นสำคัญ การพัฒนาครูด้วยคอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ต ก็ดี มันเป็นแค่โครงสร้างพื้นฐาน แต่ที่มีพระราชดำรัสบ่อยๆ คือ เรื่องของความรู้ เนื้อหา สาระ ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญ การหัดให้เด็กได้ใช้เทคโนโลยี การรู้จักค้นหาในอินเตอร์เน็ตที่เป็นประโยชน์เป็นเรื่องสำคัญ" ผู้เชี่ยวชาญ สวทช.กล่าว

          ไม่เฉพาะแค่งานวิชาการเท่านั้นที่ผู้เข้าร่วมสัมมนาจะได้รับรู้ แต่จะเห็น "ของจริง" ซึ่งเกิดจากการทำงานร่วมกันของหลายๆ หน่วยงานที่จงรักภักดีและอยากช่วยเหลืองานของสมเด็จพระเทพรัตนฯอย่างแท้จริง

          ซึ่ง ดร.ไพรัชได้ยกตัวอย่างของการนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้าไปช่วยเหลือยกคุณภาพชีวิตของคนด้อยโอกาสให้เห็นเป็นรูปธรรมว่า ในงานจะมีบู๊ธแสดงงานจัดเป็นกลุ่มๆ อาทิ กลุ่มโรงเรียนในชนบท กลุ่มเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเทพรัตนฯ กลุ่มคนพิการ กลุ่มเด็กป่วยเรื้อรังในโรงพยาบาล เป็นต้น

          นัทธี จิตสว่าง อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เยี่ยมชมโครงการ

          "ในบู๊ธของเด็กพิการจะได้พบกับนักเรียนจากโรงเรียนทางภาคใต้ ชื่อ ตอยยีบะห์ สือแม จาก .นราธิวาส และเด็กหญิงใบหม่อน ที่ยังเป็นเด็กทารก เป็นเด็กที่สมเด็จพระเทพรัตนฯ ทรงรับอุปการะมานานแล้ว ทั้งตอยยีบะห์ และใบหม่อน พิการไม่มีแขน ไม่มีขา และไม่สามารถต่อแขนขาได้ เพราะไม่มีตอแขน-ขา ดังนั้น รับสั่งให้หาทางให้เขาช่วยเหลือตัวเองได้ เช่น สอนให้รู้จักใช้คอมพิวเตอร์ โดยการใช้ไหล่คลิกเม้าส์ ซึ่งตอนนี้ตอยยีบะห์ใช้คอมพิวเตอร์ได้คล่องมาก มีสิทธิได้เรียนหนังสือในมหาวิทยาลัยจนจบปริญญาตรี"

          นอกจากนี้ยังมีเรื่องของ "...นพดล เผือกโสมณ" รอง ผบก..จว.นราธิวาส ที่โดนกับระเบิดจนเสียขา สมเด็จพระเทพรัตนฯรับสั่งหาเทคโนโลยีช่วยเหลือให้สามารถกลับมาใช้ชีวิตในสังคมปกติได้

          "ทั้งหมดนี้เป็นของจริง ข้อสังเกตคือท่านจะอุปการะให้เขาช่วยตัวเองได้ พระองค์ท่านจะโปรดฯให้นำรถไฟฟ้าไปให้เขาใช้สิ จะทำอย่างไร เอาคอมพิวเตอร์ไปให้เขาใช้สิ ทำยังไง หรือเขากินข้าวด้วยตัวเองไม่ได้จะทำยังไง ทั้งหมดคือให้เขาช่วยตัวเองได้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ท้ายที่สุดแล้วคือการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญ เพราะถ้าคนเหล่านี้เรียนหนังสือได้ เขาก็ต้องมีอาชีพได้ เป็นไทแก่ตัว ไม่ต้องพึ่งพ่อแม่ ไม่เป็นภาระ

          โครงการของสมเด็จพระเทพรัตนฯ บางโครงการมีมาก่อนแล้ว ทางไอทีเพียงแค่นำความรู้บางส่วนเข้าไปเสริมเพื่อให้ได้ผลทันสมัย ทันโลกมากขึ้น"

          นอกเหนือจากโครงการเหล่านี้ที่ได้ทำต่อเนื่องกันมาถึง 12 ปีแล้ว ดร.ไพรัชบอกว่ามีโครงการใหม่ที่ให้ความสนพระทัย คือ "คนตาบอดอยากเรียนวิทยาศาสตร์"

          "โครงการนี้มีรับสั่งว่าคนตาบอดอยากเรียนวิทยาศาสตร์จะทำอย่างไร ตอนรับสั่งฟังครั้งแรกเราก็ เอ...คนตาบอดจะทำแล็บได้หรือ วิชาเคมีทำยังไง นั่นคือวิธีคิดของเรา ก็เลยไปดูงานที่ญี่ปุ่นว่าเขาทำกันอย่างไร ไปติดต่ออาจารย์จากญี่ปุ่นให้มาบรรยาย จึงได้ทราบวิธีการ อย่างคนตาบอดเขาต้องใช้เสียงช่วย เรื่องเหล่านี้ได้นำกลับมาเสริมเพิ่มเติมปรับให้เข้ากับบ้านเรา ที่ญี่ปุ่นเขาทำได้เขามีคนตาบอดที่จบมาเป็นครูคณิตศาสตร์ ครูวิทยาศาสตร์ เราก็มีค่ายวิทยาศาสตร์คนตาบอด ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำหรับเด็กตาบอดที่อยากเรียนวิทยาศาสตร์ คนเหล่านี้ตาบอดก็จริง แต่สมองเขายังใช้ได้เรียนได้ ซึ่งเราต้องดูความเหมาะสมของเด็กแต่ละคนด้วยว่าเรียนได้หรือไม่ได้"

          เหล่านี้ที่กล่าวมา ดร.ไพรัชยกตัวอย่างมาให้เห็นพอเป็นน้ำจิ้ม เพราะของจริงเรื่องจริงจัดแสดงที่งานสัมมนาและนิทรรศการที่โรงแรมมิราเคิล ซึ่งยังมีเรื่องราวของผู้ต้องขังในทัณฑสถานที่มีการนำเทคโนโลยีเข้าไปช่วยเหลือในด้านการเรียนรู้ต่างๆ และช่วยในการฝึกอาชีพ ทำให้พัฒนาฝีมือและมีความรู้อย่างเชี่ยวชาญ ทันโลกทันสังคมที่กำลังวิ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว

          "สมเด็จพระเทพรัตนฯ ท่านทรงมีสายพระเนตรอันยาวไกล ทรงเห็นว่าผู้ต้องขังในเรือนจำถ้าพ้นโทษออกมาจะตามไม่ทันโลกหรือสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป จึงมีพระราชดำริให้นำคอมพิวเตอร์เข้าไปให้ผู้ต้องขังได้เรียนรู้ มีหลักสูตรอะไรต่ออะไรมากมาย ซึ่งผู้ต้องขังบางคนเก่งมาก สามารถรับงานมาทำจนมีรายได้หลายแสน บางคนที่เรียนดีสามารถสมัครเข้าเรียนในหลักสูตรของมหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช เรียนจบได้ปริญญาตรีทางคอมพิวเตอร์"

          เสียงบอกเล่าของผู้เชี่ยวชาญ สวทช.ยังดำเนินต่อไป ว่าถ้าสังเกตจะเห็นว่าทุกโครงการ และทุกงานที่ทรงนั้นเป็นไปเพื่อคนด้อยโอกาส ที่ทรงอยากให้คนเหล่านั้นเป็นพลเมืองที่มีอาชีพ ไม่ต้องไปเบียดเบียนใคร สามารถประกอบอาชีพหาเลี้ยงตนเองได้

          "อีกโครงการใหม่หมาดที่มีรับสั่งให้ทำสำหรับผู้ต้องขัง คือ โครงการหนังสือเสียงสำหรับคนตาบอด หรือเดซี่ (Daisy) เป็นการสร้างห้องอัดเสียงในเรือนจำ แล้วเอาคนเสียงดีๆ มาอ่านอัดเสียงกัน เสร็จแล้วก็เอาไปเปิดให้คนตาบอดฟัง หรือคนสูงอายุฟัง เหล่านี้เป็นต้น"

          "12 ปี รัตนสุดา สารสนเทศ" ไม่เฉพาะแต่ของจริงที่จะสัมผัสด้วยตัวเองเท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีให้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ซึ่งกันและกันของคนทำงาน และคนที่สนใจเรื่องราวเหล่านี้ และเป็นตัวอย่างการทำงานของหน่วยงานในลักษณะเดียวกัน

          "สมเด็จพระเทพรัตนฯเคยรับสั่งว่า ท่านเคยเห็นเทคโนโลยีมามาก และเห็นว่าเป็นสิ่งที่ช่วยเหลือคนด้อยโอกาสได้ ช่วยให้เขามีชีวิตที่สามารถพึ่งตัวเอง เป็นการลดช่องว่างให้กับคนในสังคม" ดร.ไพรัชกล่าว

          นอกเหนือจากเรื่องราวจากคำบอกเล่าของ ดร.ไพรัช ที่มีในงานสัมมนาและนิทรรศการแล้ว เหนืออื่นใดที่แทบไม่ต้องกล่าวบรรยายใดๆ เพราะเป็นที่ประจักษ์ในใจชนทั้งปวง นั่นคือ- -

          "งานของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงสนพระทัยและทรงอยู่นั้น ล้วนแต่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ของพสกนิกร เป็นเรื่องการทำให้ปวงประชาชาวไทยกินดีอยู่ดีทั้งสิ้น"

 

    

 

รัตนราชสุดา สารสนเทศ โครงการไอทีพระราชดำริ เพื่อคนด้อยโอกาส  (สวทช)

 ฉบับวันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551 หน้า 20

 

มติชน




Copyright © 2008 Software Park Thailand. All rights reserved.